ขณะนี้มีผู้เข้าชม

เรามี 28 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

นัดไต่สวนมูลฟ้องคดีฉ้อโกงหรือถูกแจ้งความคดีฉ้อโกงทำอย่างไร

                ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งต้องแจ้งความดำเนินคดีหรือฟ้องคดีต่อศาลเองภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิเช่นนั้นคดีขาดอายุความ  เมื่อผู้ถูกหลอกลวงเป็นผู้เสียหายแล้วก็มีสิทธิดำเนินการได้ 2 ทาง คือ แจ้งความให้ดำเนินคดี และหรือแต่งตั้งทนายยื่นฟ้องคดีต่อศาลในทันที  ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงนั้นต้องเป็นการหลอกลวงหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรต้องบอก และการหลอกลวงเพื่อให้ได้ทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวง  แต่ในความเป็นจริงความคิดความเห็นของผู้เสียหายหรือทนายความผู้เสียหายหรือพนักงานสอบสวนก็ไม่ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป  ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ใช่การหลอกลวง หรือการที่ผู้เสียหายยอมรับและรู้อยู่เรื่องความเสี่ยงภัยอยู่แล้ว หรือการไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใดๆ หรืออาจเป็นเพียงความผิดในทางแพ่งเท่านั้น โดยไม่มีมูลความผิดทางอาญาอยู่ด้วยก็เป็นได้  แต่ในทางปฏิบัติก็มักจะดำเนินคดีเพื่อกดดันให้ชดใช้ค่าเสียหาย  ดังนั้นผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อนว่าเข้าข่ายเป็นความผิดข้อหาฉ้อโกงหรือไม่ 

                 หากมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักสอบสวนแล้วก็ต้องให้การปฏิเสธ และให้ถ้อยคำเป็นพยานต่างๆ ให้เห็นว่าไม่มีมูลความผิดทางอาญา  ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพราะหากให้การปฏิเสธลอยๆ และไปให้การในชั้นศาลซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมายแต่ศาลมักมองว่าเป็นเรื่องโกหกและไม่เป็นความจริงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอยๆ และไม่มีการให้การมาตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวนและน้ำหนักพยานไม่มีความน่าเชื่อถือ  ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวกับการให้การต่างๆ หรือการตั้งรูปเรื่องคดีต้องปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะข้อหาด้านนี้เสียก่อนว่าจะดำเนินการให้การหรือต่อสู้คดีอย่างไรจะเป็นประโยชน์สูงสุด

                 กรณีที่ผู้เสียหายเลือกใช้วิธีการแต่งตั้งทนายความฟ้องคดีต่อศาลทันที เนื่องจากไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีหรือแจ้งความแล้วแต่การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นไปอย่างล่าช้า ศาลจะกำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานเบื้องต้นว่ามีมูลความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่  ผู้ถูกฟ้องก็สามารถแต่งตั้งทนายความเข้าทำการซักค้านทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์หรือผู้เสียหายให้ศาลเห็นว่าการกระทำที่ฟ้องไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงอย่างไรและศาลไม่ควรรับคดีไว้พิจารณาอย่างไรด้วย  เพราะหากศาลเห็นว่าคดีมีมูลและรับคดีไว้พิจารณาจะต้องมีกระบวนการสอบคำให้การ การประกันตัว การต่อสู้คดี การพิจารณาคดีอีกหลายขั้นตอน รวมทั้งการพิพากษาคดี  ซึ่งมีความยุ่งยากซับซ้อน เสียเวลา และค่าใช้จ่ายอีกมาก  ดังนั้นการพยายามซักค้านทำลายน้ำหนักพยานโจทก์ให้ยกฟ้องเสียแต่ชั้นนี้นับว่าเป็นประโยชน์แก่คดีอย่างมาก  By www.siaminterlegal.com